ภาษีเหล็ก และอลูมิเนียม 50% ของโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มมีผลบังคับใช้

ภาษีเหล็ก และอลูมิเนียม 50% ของโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มมีผลบังคับใช้ สหรัฐอเมริกาเริ่มบังคับใช้นโยบายภาษีเหล็กและอลูมิเนียมใหม่ในอัตราสูงถึง 50% ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการด้านเศรษฐกิจที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ผลักดันตั้งแต่ช่วงดำรงตำแหน่ง โดยประกาศว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าดำเนินนโยบายอุดหนุนภาคการผลิตจนทำให้เกิดภาวะล้นตลาดในระดับโลก

ภาษีเหล็ก และอลูมิเนียม 50% ของโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มมีผลบังคับใช้ สหรัฐอเมริกาเริ่มบังคับใช้นโยบายภาษีเหล็กและอลูมิเนียมใหม่ในอัตราสูงถึง

คำสั่งซื้อโรงงาน ของสหรัฐฯ ลดลงเพื่อรับมือกับภาษีศุลกากรลดลง

ภาษีเหล็ก และอลูมิเนียม 50% ของโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มมีผลบังคับใช้

มาตรการภาษีใหม่นี้เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที และจะครอบคลุมผลิตภัณฑ์เหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายประเภท การเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 50% ถือเป็นระดับที่สูงกว่ามาตรการก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน และได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากพันธมิตรทางการค้าของสหรัฐฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหลายฝ่าย

ทรัมป์ให้เหตุผลว่ามาตรการนี้เป็นการฟื้นฟูอุตสาหกรรมเหล็กและอลูมิเนียมของสหรัฐที่เคยเผชิญกับการปิดโรงงานและการเลิกจ้างงานจำนวนมากในอดีต เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับราคาที่ต่ำกว่าของสินค้านำเข้าได้ โดยเฉพาะจากจีนซึ่งถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญในการฉุดรั้งราคาตลาดโลกลงมา ทั้งนี้ ทรัมป์เคยใช้นโยบายคล้ายกันนี้ในปี 2018 ซึ่งขณะนั้นมีการเก็บภาษีเหล็กในอัตรา 25% และอลูมิเนียมในอัตรา 10% แต่นโยบายครั้งใหม่นี้ถือว่าเข้มงวดและรุนแรงมากยิ่งขึ้น

นักวิเคราะห์ด้านการค้าระหว่างประเทศเตือนว่าการเก็บภาษีในอัตราที่สูงเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตในประเทศที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ทั้งในภาคยานยนต์ ก่อสร้าง และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งอาจเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและทำให้ราคาสินค้าปลายทางเพิ่มตามไปด้วย ขณะเดียวกันพันธมิตรการค้าของสหรัฐฯ เช่น แคนาดา เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป ต่างแสดงความกังวลว่ามาตรการนี้อาจละเมิดกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางการค้าในอนาคต

รัฐบาลของโจ ไบเดน ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการนี้ แต่มีรายงานว่ากำลังประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังใกล้เข้ามา โดยทรัมป์พยายามชูจุดยืนเรื่อง “อเมริกาต้องมาก่อน” และมุ่งปกป้องผลประโยชน์ของแรงงานสหรัฐเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งกำแพงภาษีอาจให้ผลในระยะสั้นในการกระตุ้นการผลิตภายในประเทศ แต่ในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำคัญ การดำเนินนโยบายเชิงกีดกันทางการค้าเช่นนี้อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น และเพิ่มความตึงเครียดในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่อไป

สนับสนุนโดย : สล็อต

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0